เรือนล้านนาโบราณ

เรือนล้านนาโบราณ

ขั้นตอนการทำ

เรือนพื้นบ้านล้านนา(อุ๊ยแก้ว)

เรือนพื้นบ้านล้านนา(อุ๊ยแก้ว)

เฮือนอุ๊ยแก้วเป็นเรือนพื้นบ้านล้านนาในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นเรือนขนาดเล็กที่ปรับเปลี่ยน
คลี่คลายมาจากเรือนล้านนาโบราณเพื่อเน้นให้ได้ใช้ประโยชน์จากตัวเรือนอย่างเต็มที่และให้เข้ากับยุคสมัย เป็น
เรือนของผู้มีฐานะปานกลางที่นิยมน าไม้เนื้อแข็งมาสร้างเรือน รูปแบบการวางผังเรือนสืบเนื่องมาจากเรือนพื้นถิ่น
โบราณ ซึ่งมีทั้งแบบตูบไม้บั่ว (กระท่อมไม้ไผ่)และเรือนกาแล นิยมสร้างเรือนหน้าแหนบคู่(จั่วแฝด) ตัวเรือนกว้าง
ราว ๗-๘ เมตร ขณะที่มีความยาวประมาณ ๑๐ เมตร ทั้งเสาเรือนยังสูงเพียง ๑ เมตรเท่านั้น ขนาดูจึงดูค่อนข้าง
เล็กหากเทียบกับเรือนหลังอื่นที่ตั้งอยู่โดยรอบบนเรือนยังมีพื้นที่ใช้สอยเป็นแบบดั้งเดิมและมีที่เพิ่มเติมบางส่วน คือ
บันไดจะหันข้างขณะ ที่เรือนโบราณบันไดจะยื่นออกมาด้านหน้า เมื่อ ขึ้นบันไดจากหน้าเรือนจะเป็นชานหน้าบ้าน
กว้างเพียงครึ่งหนึ่งของเรือน ซึ่งบริเวณส่วนนี้ในเรือนสมัยก่อนมักเปิดโล่งทุกหลัง แต่เรือนอุ๊ยแก้วได้ใช้ไม้ซี่ (ท่อนไม้
ยาวมีขนาดเล็ก) มาตีกันเป็นฝา เว้นระยะให้มองผ่านได้เป็นช่อง สันนิษฐานว่าคงเกิดจากการที่ชุมชนหมู่บ้าน ได้
เปลี่ยนกลายเป็นชุมชนเมือง จึงจ าเป็นต้องท าที่อยู่ที่อาศัยให้แน่นหนาป้องกันโจรขโมยที่มีมากขึ้นโดยเฉพาะช่วง
หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒

เรือนทรงอิทธิพลตะวันตก

เรือนทรงอิทธิพลตะวันตก

การปลูกสร้างอาคารที่อยู่อาศัยที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมยุคสมัยอาณานิคมหรือโลเนียลในจังหวัด
เชียงใหม่ ส่วนหนึ่งมาจากการที่บริษัทบอมเบย์-เบอร์ประเทศอังกฤษ ได้รับสัมปทานป่าไม้ในประเทศพม่าและแถบ
จังหวัดทางภาคเหนือของไทย คือ เชียงใหม่ ล าพูน ล าปาง และ แพร่ จึงมีเจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษเข้ามาควบคุมดูแล
การท างานของคนงานชาวพม่า เจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษเหล่านี้หลายคนได้สร้างบ้านพักของตนเองขึ้นในจังหวัด
เชียงใหม่ โดยได้น าเอาลักษณะงานสถาปัตยกรรมของตะวันตกที่ตนเองคุ้นเคย ที่ใช้วัสดุจ าพวกอิฐหินปูนมา
ก่อสร้างบ้านโดยมีการปรับให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศแบบร้อนขึ้น เพิ่มให้มีระเบียงและช่องเปิดที่มีขนาดใหญ่
เพื่อให้อากาศไหลเวียน ทั้งยังมีการผสมผสานเข้ากับลักษณะทางสถาปัตยกรรมท้องถิ่นเชียงใหม่

เรือนทรงปั้นหยา

เรือนทรงปั้นหยา

เรือนทรงปั้นหยาได้รูปแบบมาจากเรือนที่รับอิทธิพลแบบวิคตอเรียน (Victorian Style) หรือสากลนิยมได้
เรียกเรือนคล้ายกันนี้ที่สร้างอยู่ในประเทศอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศสทั้งหลายว่า โคโลเนียลสไตล์
(Colonial Style) หรือแบบทรงอิทธิพลตะวันตกการสร้างบ้านเรือนที่ประยุกต์รูปแบบของยุโรปให้เข้า กับ
ภูมิอากาศร้อนชื้นนี้ ผ่านการน้้ารูปแบบเข้ามาโดย มิชชันนารี พ่อค้าไม้ชาวอังกฤษ และข้าหลวงจากกรุงเทพฯ เป็น
การสร้างเรือนในยุคที่มีเครื่องมือก่อสร้าง ที่ทันสมัย ท้าให้การตัดผ่าไม้เพื่อท้าเสาเหลี่ยม

เรือนชาวเวียงเชียงใหม่

เรือนชาวเวียงเชียงใหม่

เจ้าของเรือนเดิมคือ พญาปงลังกา และนางคำมูลเรือนไม้ ซึ่งบ่อยครั้งพบว่าเรือนโบราณที่มีขนาดใหญ่ มัก
มีชื่อเจ้าของเป็นพญา ทั้งนี้เนื่องด้วยในล้านนา ตำแหน่ง "พญา" หมายถึงหัวหน้าหรือผู้ปกครอง ซึ่งอาจจะมีฐานะ
เป็นผู้ใหญ่บ้าน หรือนายแคว่น ซึ่งมีความหมายในเชิงตำแหน่งการปกครองต่างจาก "พระยา" ของภาคกลาง และ
ด้วยฐานะทางสังคมที่ไม่ธรรมดานี้เอง ทำให้เรือนของพญาสามารถสร้างได้ขนาดใหญ่โต ใช้ไม้ที่มีคุณภาพดี เพราะ
มีกำลังในการหาไม้ หาสล่า และมีเครื่องมือดีๆ ในการสร้างเรือนได้ เรือนพญาปงลังกาสร้างเมื่อราวปี พ.ศ. 2439
ตั้งอยู่ที่ซอย 5 ถนนมูลเมือง ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่

เรือนกาแลอุ๊ยผัด

เรือนกาแลอุ๊ยผัด

เรือนอุ๊ยผัด เป็นเรือนกาแลขนาดเล็ก มีเสาทั้งหมด ๔๘ ต้น เป็นเรือนยกพื้นท าด้วยไม้ทั้งหลัง
ความกว้างของตัวเรือนประมาณ ๗ เมตร ส่วนความยาววัดจากเสาต้นแรกตรงบันไดถึงชานด้านหลังของบ้าน
ประมาณ ๑๒ เมตร หลังคามุงด้วย "เป็นเกล็ด" หรือ กระเบื้องไม้เจ้าของเดิมคือ อุ๊ยผัด โพธิทา เป็นคนต าบลปาพลู
อ าเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่สันนิษฐานว่าตัวเรือนสร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. ๒๔๖o โดยทาง มูลนิธิจุมกฎ
พันฺธุ์ทิพย์ และ อาจารย์ศิริชัยนฤมิตรเรขการ เล็งเห็นความส าคัญของการอนุรักษ์เรือนนี้ จึงได้สนับสนุนการรื้อย้าย
จากอ าเภอจอมทองมาปลูกไว้ในบริเวณที่ตั้งของส านักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เรือนกาแล

เรือนกาแล

เรือนกาแลส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเรือนแฝด หันหน้าเรือนไปทางทิศใต้หรือทิศเหนือประกอบด้วยเรือน
สองหลังมีชายคาชนกันจุดเชื่อมต่อของชายคามีฮางลิน (รางระบายน้ำฝน) ใต้ฮางลินเป็นฮ่อมลิน คือชานเดิน
ระหว่างเรือนสองหลังซึ่งเชื่อมต่อชานด้านหน้าและหลังเรือน เรือนหลังใหญ่มักถูกใช้เป็นเรือนนอน ส่วนเรือนหลัง
เล็กเป็นเรือนครัว ไม่มีส้วมบนเรือน บริเวณพื้นที่เรือนนอกห้องเรียกว่าเตี๋น (ชานในร่มยกระดับ) เป็นพื้นที่ทำงาน
พักผ่อน และเป็นที่นอนของลูกชายเจ้าของเรือนเมื่อเริ่มโตเป็นหนุ่ม มีผนังเรือนที่เลยเป็นระนาบเดียวกันมาจาก
ห้องนอนมาที่เตี๋น เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวเมื่อเวลาที่ลูกสาวเจ้าของเรือนนั่งทำงาน เรียกว่าฝาลับน่าง เราจะเห็น
ภาพยามค่ำหญิงสาวจะออกมานั่งปั่นฝ้ายพลางส่งคำคร่าวคำเครือกับหนุ่มผู้มาติดพัน เห็นภาพครอบครัวนั่งกินข้าว
ล้อมวงกันครบหน้า เห็นการนั่งสนทนาของเจ้าบ้านกับแขกเหรื่อมีถาดใส่หมาก และมูลี(บุหรี่) ขี้โยมวนโต ช่วยสร้าง
ความเป็นกันเองและแสดงน้ำใจอันดีงาม

เรือนไทลื้อ

เรือนไทลื้อ

เรือนไทลื้อหรือเรือนหม่อนตุด เดิมเป็นของ นางตุด ใบสุขันธ์ ซึ่งเป็นชาวไทลื้อที่ตั้งรกรากอยู่บ้านเมืองลวง
ต าบลลวงเหนือ อ าเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เรือนหลังนี้เป็นเรือนไม้ขนาดกลางลักษณะเป็น เรือนสองหลัง
หน้าเปียง หมายถึงมีองค์ประกอบของเรือน ๒ หลังคือ ห้องด้านตะวันออกเป็น "เฮือนนอน" โล่งกว้าง สมาชิกใน
ครอบครัวจะนอนรวมกันในห้องนี้ โดยใช้มุ้งหรือม่านกั้นเพื่อแบ่งเป็นสัดส่วน อีกเรือนด้านตะวันตกคือ "เฮือนไฟ"
หรือห้องครัว อยู่เสมอระดับเดียวกับพื้นเรือนนอนตรงกลางระหว่างชายคาของเรือนทั้งสองเชื่อมต่อกันท าเป็นราง
น้ าฝน เรียกว่า "ฮ่องลิน" หน้าเรือนทั้งสองเป็นพื้นที่โล่งซึ่งเรียกว่า "เติ๋น" ถัดจากพื้นที่เติ๋นออกมานอกชายคาของ
ชานบ้าน มีระเบียงเลาะไปเชื่อมกับชานหลังบ้าน หลังคามุงด้วยแป้นเกล็ด (เดิมมุงด้วยกระเบื้องดินขอ) ส่วนใต้ถุน
สูง ๑.๕ เมตร (เดิมสูง ๒ เมตร ใช้เป็นคอกวัวควาย หรือนั่งท างานบ้าน เช่น ทอผ้าปั่นฝ้าย จักสาน และเป็นที่เก็บ
ครกมองต าข้าว บันไดมี ๒ ด้าน คือที่ชานหน้า และชานหลังบ้านเรือนหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖o พ่อน้อย
หลวงสามีหม่อนตุดเป็นผู้สร้างขึ้นโดยซื้อเรือนไม้เก่าจากบ้านป่าก้าง อ าเภอดอยสะเก็ด แล้วใช้ช้างถึง ๓ เชือก
พร้อมวัวควายที่พ่อน้อยหลวงมีอยู่ไปชักลากมา น ามาสร้างเป็นเรือนไม้ซึ่งมีรูปทรงงดงามเรียบง่ายแบบเรือนสามัญ
ชนไม่ใช่เรือนของคหบดีผู้มั่งคั่ง หรือคุ้มเจ้านาย

เรือนเครื่องผูก

เรือนเครื่องผูก

ตามศัพท์ทางวิชาการ เรือนเครื่องผูก หมายถึงเรือนที่สร้างด้วยวิธีการมัด ผูก ตรึงด้วยเส้นตอกหรือหวาย
มักเป็นเรือนขนาดเล็ก และนิยมสร้างด้วยไม้ไผ่ ชาวล้านนาจึงเรียกเรือนแบบนี้ว่า "เรือนไม้ยั่ว " เพราะตัวเรือน
สร้างจากไม้ไผ่ มุงหลังคาด้วยใบตองตึง และใช้วิธีการสร้างแบบดั้งเดิม ด้วยการบากเจาะ เข้าไม้ แล้วมัดยึด
ส่วนประกอบของเรือนด้วยตอกเส้นที่ทำมาจากไม้ไผ่ อาจมีการใช้เสาเรือนด้วยไม้จริงบ้าง แต่โดยรวมแล้ว
องค์ประกอบของเรือนส่วนใหญ่จะทำมาจากไม้ไผ่ เช่นโครงสร้างหลังคา ฝาและพื้นเรือนที่ทำมาจากฟาก เป็นต้น